Black Ribbon

จากกรุ๊ปทัวร์จีนสู่การย้ายฐานผลิตปักหมุด‘ไทย’บ้านหลังใหม่ทุนจีน

22 พฤษภาคม 2569
จากกรุ๊ปทัวร์จีนสู่การย้ายฐานผลิตปักหมุด‘ไทย’บ้านหลังใหม่ทุนจีน
  • ทุนจีนเปลี่ยนบทบาทจากนักท่องเที่ยวสู่การลงทุนระยะยาวในไทย ทั้งการทำธุรกิจ การซื้ออสังหาริมทรัพย์ และการย้ายฐานการผลิต
  • สงครามการค้าจีน-สหรัฐ เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้บริษัทจีนย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี
  • การลงทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้จำนวนบริษัทจีน และแรงงานชาวจีนในไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด แซงหน้าญี่ปุ่นในด้านจำนวนใบอนุญาตทำงาน
  • นักลงทุนจีนมองอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนค่าเช่าสูงกว่าในประเทศจีนอย่างมีนัยสำคัญ

หลายปีที่ผ่านมา เวลาพูดถึง "คนจีน" กับประเทศไทย! ภาพจำของหลายคนอาจยังเป็นกรุ๊ปทัวร์ รถบัส และย่านท่องเที่ยวชื่อดัง แต่ถ้ามองลึกลงไปจะพบว่า วันนี้ความสัมพันธ์ระหว่าง “ทุนจีน” กับ “ประเทศไทย” กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวแต่คือ การเข้ามา “ตั้งหลัก” ทั้งในมิติของการลงทุน การทำธุรกิจ การเช่าที่อยู่อาศัย ไปจนถึงการย้ายฐานการผลิต

สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย จำกัด เผยว่าเรื่องที่น่าสนใจ คือ แม้ในช่วงหลังจะมีข่าวด้านลบเกี่ยวกับความปลอดภัย หรือเศรษฐกิจไทยที่ไม่ได้ร้อนแรงเหมือนในอดีต แต่ไทยกลับยังอยู่ใน “เรดาร์” ของชาวจีน

เมื่อไทยถูกขายในฐานะเครื่องจักรปั๊มค่าเช่า

หนึ่งในบทความที่ถูกแนะนำบนเว็บไซต์อสังหาฯ จีน มีหัวข้อประมาณว่า "สามารถปล่อยเช่าอสังหาฯ ในประเทศไทยได้หรือไม่ และค่าเช่าอยู่ระดับไหน” เนื้อหาไม่ได้พูดแค่เรื่องซื้อเพื่ออยู่อาศัย แต่ลงลึกถึงโมเดลปล่อยเช่าระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงการปล่อยเช่าระยะยาวผ่านนายหน้า

มีการวิเคราะห์กลุ่มผู้เช่าตั้งแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ คนทำงานต่างชาติ ไปจนถึงชาวต่างชาติที่ย้ายเข้ามาอยู่ระยะยาว ที่น่าสนใจ มีการระบุ “ช่วงค่าเช่าที่ตลาดต้องการสูง” ชัดเจน เช่น ค่าเช่าไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน มีสัดส่วนความต้องการ 16.1% ค่าเช่า 10,000-20,000 บาทต่อเดือน สูงสุดที่ 32.1% ค่าเช่า 20,000-35,000 บาทต่อเดือน อยู่ที่ 28.2%

แต่ไฮไลต์คือ การพูดถึง “ผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า”

บทความระบุว่าอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ สร้างผลตอบแทนสูง 7-8% ต่อปี เฉลี่ย 5.5-6% พร้อมเปรียบเทียบกับผลตอบแทนค่าเช่าในจีนที่อยู่เพียง 2.66% ไทย 6.46% ในมุมมองนักลงทุนจีน ไทยให้ผลตอบแทนมากกว่าจีนเกือบเท่าตัว แน่นอนว่า ตัวเลขลักษณะนี้อาจเป็น “มุมขายของ” ของบริษัทนายหน้า

“การทำผลตอบแทน 7-8% ในตลาดปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ วิธีคิดของนักลงทุนต่างชาติที่กำลังมองประเทศไทยไม่ได้เป็นแค่เมืองท่องเที่ยวราคาถูกอีกต่อไปแต่มองไทยเป็นสินทรัพย์ลงทุน”

จากนักท่องเที่ยวสู่ผู้ประกอบการ และนักลงทุน

ในอดีต เวลาพูดถึงคนจีนในไทยสิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือ “ภาคการท่องเที่ยว” แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาภาพเริ่มเปลี่ยน เพราะการเข้ามาของชาวจีน ขยายจาก “นักท่องเที่ยว” ไปสู่ “ผู้ลงทุน” ปัจจัยสำคัญมาจากสงครามการค้า และความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐ

เมื่อสหรัฐตั้งกำแพงภาษีกับสินค้าจีน บริษัทจำนวนมากจึงต้องมองหาฐานการผลิตใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น และ “ไทย” เป็นหนึ่งเป้าหมายสำคัญโดยเฉพาะบริษัทที่ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปสหรัฐ และประเทศพันธมิตร

ตัวเลขจาก BOI สะท้อนภาพนี้ได้ชัด ปี 2560 นักลงทุนจีนได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนเพียง 11,371 ล้านบาท แต่ปี 2568 พุ่งขึ้นเป็น 198,158 ล้านบาท แม้เป็นอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ และฮ่องกง แต่ถ้ามองที่ “จำนวนโครงการ” จีนขึ้นมาโดดเด่นมากเพราะมีถึง 984 โครงการมากกว่าสิงคโปร์ที่มี 425 โครงการอย่างชัดเจน 

นั่นแปลว่าเม็ดเงินจีนอาจไม่ได้ใหญ่ที่สุดต่อโครงการแต่จำนวนผู้เล่นจีนที่เข้ามาในไทย “เพิ่มขึ้นมหาศาล” และถ้านับรวมฮ่องกง ภาพยิ่งชัดขึ้นอีก ปี 2566 นักลงทุนจากฮ่องกงได้รับอนุมัติ BOI เพียง 20,027 ล้านบาท แต่ปี 2568 เพิ่มเป็น 224,250 ล้านบาท
"การเติบโตระดับนี้สะท้อนว่าหลายบริษัทเร่งย้ายฐานหรือกระจายความเสี่ยงออกจากจีน"

เมื่อบริษัทจีนเพิ่ม คนจีนก็เพิ่มตาม

การลงทุนไม่ได้จบแค่การสร้างโรงงาน เพราะทุกโรงงาน ทุกบริษัทต้องมีคนเข้ามาดำเนินธุรกิจ นี่คือ เหตุผลที่จำนวน “นิติบุคคลต่างชาติ” ในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูล วันที่ 30 มี.ค.2569 ระบุว่า นิติบุคคลที่มีแหล่งทุนจากจีน มีทุนจดทะเบียนรวม 509,596 ล้านบาท อยู่อันดับ 3 รองจากญี่ปุ่น และสิงคโปร์

แต่แนวโน้มช่วง 3-4 ปีหลัง “จีน” และ “สิงคโปร์” คือ 2 ประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องที่สุดตรงกันข้ามกับญี่ปุ่นที่เริ่มเติบโตช้าลงอย่างชัดเจน จำนวนบริษัทจีนใหม่ในไทย เพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึง 51% นับตั้งแต่ปี 2565 และเมื่อบริษัทเพิ่มความต้องการพื้นที่สำนักงาน โรงงาน คลังสินค้า และที่อยู่อาศัยก็เพิ่มตาม

ตลาดสำนักงานในกรุงเทพฯ เริ่มเห็นบริษัทจีนขยายออกจากโซนพระราม 9 และรัชดาภิเษก ไปทำเลอื่นมากขึ้นเพราะพื้นที่เดิมเริ่มหายาก และต้นทุนสูงขึ้น หลายบริษัทที่ไม่คุ้นกับกรุงเทพฯ อาจเริ่มต้นจากโซนที่ชาวจีนรู้จักก่อนจะกระจายไปยังพื้นที่ใหม่นี่คือ สัญญาณสำคัญของ “การปักหลักระยะยาว”

คนจีนแซงญี่ปุ่นบนตลาดแรงงานไทย

อีกหนึ่งตัวเลขที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงคือ จำนวนใบอนุญาตทำงาน อดีตญี่ปุ่นครองอันดับ 1 มาตลอดในฐานะชาวต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตทำงานในไทยมากที่สุด แต่วันนี้ภาพเปลี่ยน!  ข้อมูลเดือนพ.ย.2568 ระบุว่า ชาวจีนที่ได้รับใบอนุญาตทำงานในไทยมี 56,202 คน มากกว่าชาวญี่ปุ่นเท่าตัวที่มี 21,536 คน ย้อนกลับไปปี 2564 ญี่ปุ่นยังนำอยู่ที่ 27,394 คน ขณะที่จีนมี 24,571 คน

แต่หลังปี 2565 เป็นต้นมา ชาวจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสวนทางญี่ปุ่นที่ลดลงต่อเนื่อง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องแรงงานต่างชาติแต่กำลังสะท้อน “โครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ที่เปลี่ยนไปจากเดิมพึ่งพาทุนญี่ปุ่นเป็นหลักเข้าสู่ยุคที่ “ทุนจีน” มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

โอกาสของไทย &ความท้าทายในอนาคต

การเข้ามาของเงินทุนต่างชาติช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ทั้งตลาดสำนักงาน นิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า โรงงานสำเร็จรูป รวมถึงตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะทำเลใกล้รถไฟฟ้า หรือพื้นที่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมเพราะเมื่อชาวต่างชาติเข้ามาทำงานระยะยาวต้องมีที่อยู่อาศัย ต้องมีสำนักงาน และต้องใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้จริงๆ กำลังทำให้ประเทศไทยเป็น “ทางเลือก” ของเอเชีย

แต่คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยพร้อมแค่ไหน กับการเติบโตลักษณะนี้เพราะถ้าการเข้ามาเป็นไปอย่างถูกต้องมีการลงทุนจริง จ้างงานจริงเสียภาษีจริง นี่อาจเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว แต่ถ้ามีการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายถือครองแทนหรือลักลอบทำธุรกิจผิดประเภท สิ่งที่เป็น “โอกาส” วันนี้ก็อาจกลายเป็น “ปัญหา” ในอนาคตได้เช่นกัน 

นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมวันนี้ ประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นแค่ “จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจีน” แต่กำลังเป็น “บ้านหลังใหม่ของทุนจีน” มากขึ้นทุกปี


แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.